เนลลี คว้าแชมป์”ยูเอส วีเมนส์ โอเพ่น” เมเจอร์ที่สี่ในอาชีพ “ปาจรีย์” จบที่ 8 ร่วมรับกว่า 10 ล้านบาท

เนลลี คอร์ด้า กับถ้วยแชมป์ ยูเอส วีเมนส์ โอเพ่น (เครดิตภาพ: USGA)

เนลลี คอร์ดา โปรสาวชาวอเมริกันมือหนึ่งของโลก คว้าแชมป์ยูเอส วีเมนส์ โอเพ่น พรีเซ็นเต็ด บาย แอลลาย ครั้งที่ 81 ได้เป็นครั้งแรกหลังพัตต์เบอร์ดี้สำคัญที่หลุม 17 ก่อนจบรอบสุดท้ายด้วยสกอร์ 2 อันเดอร์พาร์ 69 เฉือนชนะ ชาร์ลีย์ ฮัลล์ จากอังกฤษ และ กาบี โลเปซ จากเม็กซิโก ไปเพียงสโตรกเดียว นับเป็นแชมป์เมเจอร์รายการที่สองติดต่อกันของปีนี้ และเมเจอร์ที่สี่ในอาชีพ รวมถึงเป็นแชมป์รายการที่สี่ของเธอในฤดูกาลนี้มากที่สุดในแอลพีจีเอ ทัวร์ ขณะที่โปรไทยผลงานดีสุด ปาจรีย์ อนันต์นฤการ จบอันดับ 8 ร่วม สกอร์รวม 2 อันเดอร์พาร์ 282 รับเงินรางวัลกว่า 10 ล้านบาท แข่งขันที่สนาม ริเวียรา คันทรี คลับ พาร์ 71 ระหว่างวันที่ 4–7 มิถุนายน 2569 ชิงเงินรางวัลรวม 12.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 409.4 ล้านบาท ชานเมืองแปซิฟิก พาลีเซดส์ รัฐแคลิฟอร์เนีย จบรอบสุดท้ายเมื่อวันอาทิตย์ที่ 7 มิถุนายน 2569


นี่คือแชมป์แรกของคอร์ดาในรายการยูเอส วีเมนส์ โอเพ่น และเป็นแชมป์เมเจอร์รายการที่สองติดต่อกันในปีนี้ ต่อจากเชฟรอน แชมเปียนชิพ เมื่อเดือนเมษายน อีกทั้งยังเป็นแชมป์รายการที่สี่ของเธอในแอลพีจีเอ ทัวร์ ฤดูกาล 2026 และแชมป์อาชีพรายการที่ 19 รวมถึงเมเจอร์ที่สี่ในอาชีพ ต่อจากเชฟรอน แชมเปียนชิพ ปี 2024 และ 2026 รวมถึงวีเมนส์ พีจีเอ แชมเปียนชิพ ปี 2021 โปรสาววัย 27 ปี กล่าวว่า "รู้สึกเหมือนกำลังอยู่ในความฝัน ฉันไม่สามารถอธิบายได้เลยว่าสิ่งนี้มีความหมายกับฉันมากแค่ไหน ที่มีทุกคนอยู่ที่นี่คอยส่งเสียงเชียร์และให้กำลังใจ”


จากแชมป์ครั้งนี้ คอร์ดา รับเงินรางวัล 2.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 82.1 ล้านบาท ส่งผลให้เธอนำอันดับหนึ่งเงินรางวัลสะสมรวมทะลุ 5,386,790 ดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 177.1 ล้านบาท จากการลงเล่นเพียง 8 รายการ พร้อมครองอันดับหนึ่งคะแนนสะสมเรซ ทู เดอะ ซีเอ็มอี โกลบ รวมถึงรางวัลนักกอล์ฟยอดเยี่ยมแห่งปี และอันนิกา เมเจอร์ อวอร์ด สำหรับนักกอล์ฟที่ทำผลงานดีที่สุดใน 5 เมเจอร์ ขณะนี้ คอร์ดา มีโอกาสลุ้นทำ “แกรนด์สแลมอาชีพ” หากสามารถคว้าแชมป์วีเมนส์ โอเพ่น หรือเอวิยอง แชมเปียนชิพ ได้สำเร็จ เนื่องจากแอลพีจีเอมีการแข่งขันเมเจอร์ทั้งหมด 5 รายการ โดยหากคว้าได้ครบ 4 รายการหลัก จะถือเป็นแกรนด์สแลมอาชีพ และหากคว้าได้ครบทั้ง 5 รายการ จะเรียกว่า “ซูเปอร์ แกรนด์สแลมอาชีพ”


ด้าน ชาร์ลีย์ ฮัลล์ จากอังกฤษ ฟอร์มร้อนแรง ทำ 1 อีเกิล 5 เบอร์ดี้ เสีย 3 โบกี้ จบรอบด้วยสกอร์ 4 อันเดอร์พาร์ 67 รวมสี่วัน 7 อันเดอร์พาร์ 277 เท่ากับ กาบี โลเปซ จากเม็กซิโก ซึ่งทำ 4 เบอร์ดี้ เสีย 1 โบกี้ สกอร์ 3 อันเดอร์พาร์ 68 จบอันดับสองร่วม รับเงินรางวัลคนละ 1,089,774 ดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 35.7 ล้านบาท


ชอน อิน-จี จากเกาหลีใต้ แชมป์ปี 2015 ทำ 1 อันเดอร์พาร์ 70 รวมสี่วัน 6 อันเดอร์พาร์ 278 จบอันดับ 4 รับเงินรางวัล 581,535 ดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 19 ล้านบาท ส่วนคิม เซ-ยอง ผู้นำร่วมหลังรอบสาม ตีเกิน 1 โอเวอร์พาร์ 72 รวม 5 อันเดอร์พาร์ 279 จบอันดับ 5 รับเงินรางวัล 484,363 ดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 15.8 ล้านบาท


เคียรา โรเมโร นักกอล์ฟสมัครเล่นหญิงมือหนึ่งของโลกจากสหรัฐอเมริกา คว้ารางวัลนักกอล์ฟสมัครเล่นยอดเยี่ยม (Low Amateur) หลังทำ 3 อันเดอร์พาร์ 68 รวม 3 อันเดอร์พาร์ 281 จบอันดับ 6 ร่วมกับ นาสะ ฮาตาโอกะ จากญี่ปุ่น ซึ่งทำ 1 โอเวอร์พาร์ 72


สำหรับ “เมียว” ปาจรีย์ อนันต์นฤการ เจ้าของแชมป์แอลพีจีเอ 2 รายการ เปิดฉากได้อย่างร้อนแรงด้วยเบอร์ดี้สองหลุมแรก แม้จะเสียโบกี้ที่หลุม 6 แต่กลับมาทำ 3 เบอร์ดี้ติดต่อกันในหลุม 7–9 ก่อนเก็บพาร์ตลอด 9 หลุมหลัง จบรอบด้วยสกอร์ 4 อันเดอร์พาร์ 67 รวมสี่วัน 2 อันเดอร์พาร์ 282 จบอันดับ 8 ร่วม ซึ่งเป็นผลงานดีที่สุดของนักกอล์ฟไทยในปีนี้ พร้อมคว้าสิทธิ์กลับมาแข่งขันรายการนี้อีกครั้งในปีหน้า รับเงินรางวัล 319,831 ดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 10.4 ล้านบาท และยังเป็นผลงานดีที่สุดของเธอในรายการนี้ หลังเคยจบอันดับ 20 ร่วม เมื่อปี 2022 รวมถึงเป็นการจบท็อป 10 ในเมเจอร์ครั้งที่สาม ต่อจากอันดับ 6 ร่วมในเอวิยอง แชมเปียนชิพ และวีเมนส์ โอเพ่น ปี 2024


ผลงานนักกอล์ฟไทยคนอื่น ๆ “แพตตี้” ปภังกร ธวัชธนกิจ แชมป์แอลพีจีเอสองรายการทำ 3 เบอร์ดี้ เสีย 3 โบกี้ จบวันอีเวนพาร์ 71 รวม 2 โอเวอร์พาร์ 286 จบอันดับ 22 ร่วม รับเงินรางวัล 133,545 ดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 4.3 ล้านบาท ส่วน “จีโน่” อาฒยา ฐิติกุล มือสองของโลก เจ้าของแชมป์แอลพีจีเอ 9 รายการ ซึ่งคว้าแชมป์ในปีนี้แล้ว 2 รายการ ทำ 4 เบอร์ดี้ เสีย 6 โบกี้ จบวัน 2 โอเวอร์พาร์ 73 รวม 3 โอเวอร์พาร์ 287 จบอันดับ 28 ร่วม รับเงินรางวัล 94,989 ดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 3.1 ล้านบาท


ขณะที่ “เม” เอรียา จุฑานุกาล อดีตมือหนึ่งของโลกแชมป์แอลพีจีเอ 12 รายการ และแชมป์ยูเอส วีเมนส์ โอเพ่น ปี 2018 ทำ 1 เบอร์ดี้แต่เสีย 3 โบกี้ และ 1 ดับเบิลโบกี้ จบรอบด้วยสกอร์ 4 โอเวอร์พาร์ 75 รวม 10 โอเวอร์พาร์ 294 จบอันดับ 60 ร่วม รับเงินรางวัล 25,696 ดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 843,342 บาท


รายการต่อไปของแอลพีจีเอ ทัวร์ คือทีมดาว แชมเปียนชิพ ที่เมืองมิดแลนด์ รัฐมิชิแกน ระหว่างวันที่ 11–14 มิถุนายน ส่วนอีกสามเมเจอร์ที่เหลือ ได้แก่ วีเมนส์ พีจีเอ แชมเปียนชิพ ที่รัฐมินนิโซตา ระหว่างวันที่ 25–28 มิถุนายน, เอวิยอง แชมเปียนชิพ ที่ประเทศฝรั่งเศส ระหว่างวันที่ 9–12 กรกฎาคม และวีเมนส์ โอเพ่น ที่ประเทศอังกฤษ ระหว่างวันที่ 30 กรกฎาคม – 2 สิงหาคม

ความคิดเห็น

บทความที่ได้รับความนิยม